ปลูกอะไรขายดี แนะนำปลูกกระเจียวหวาน พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ คู่แข่งน้อย รายได้ดี




      หากถามว่า จะปลูกอะไรขายดี ที่ขายง่าย ใช้พื้นที่ไม่มากแต่สร้างรายได้ดี มีเงินเข้ารายวัน เว็บขายอะไรดี เราขอแนะนำพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรง และคาดว่าจะเป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางภายใน 1-2 ปีนี้ นั่นคือ การปลูกดอกกระเจียวหวาน ซึ่งเป็นพันธุ์ใหม่ที่คนยังปลูกน้อยอยู่

      กระเจียว เป็นพืชที่ขึ้นตามป่าโปร่ง เดิมเป็นที่นิยมกินของคนภาคอีสาน แต่ด้วยจำนวนพื้นที่ป่าลดน้อยลงมาก ในปัจจุบันกลายเป็นไร่มันไร่อ้อยหมด ในปัจจุบัน จึงหากินกระเจียวได้ยากขึ้น พันธุ์ที่นิยมกินสมัยก่อนเป็นพันธุ์ดอกสีขาว โดยจะออกดอกในช่วงต้นฝน ประมาณเดือนมีนาคม ถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม โดยดอกจะออกก่อนต้น เมื่อหมดดอกแล้วต้นถึงจะขึ้นตามมา และเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ เพราะช่วงเดือนธันวาคม ต้นก็จะแห้งตายเหลือแต่หัว แล้วก็จะออกดอกในปีถัดไป ทำให้กระเจียวขาวหากินได้ยาก ช่วงเวลาออกดอก ก็เพียงระยะเวลาสั้นๆ 

      แต่กระเจียวหวานพันธุ์ใหม่ ที่เราจะนำเสนอนี้ เป็นคนละสายพันธุ์กับกระเจียวขาว โดยจะออกดอกสีแดงอมม่วง (เลยมักเรียกดอกกระเจียวหวานแดง)  มีก้านดอกที่ยาวกว่า ดอกใหญ่กว่า และออกดอกนานกว่าคือ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม การเจริญเติบโตดีกว่า ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว จะเรียกว่าเป็นพันธุ์ทวายก็ไม่ผิดนัก

ที่นี้เราลองมาดูการปลูกเพื่อสร้างรายได้ และวงจรการเจริญเติบโต ของดอกกระเจียวพันธุ์ใหม่นี้กันดีกว่าครับ

      คุณรัศมี ชื่อจริง นางสาวรัศมี ข้อสกุล ปลูกดอกกระเจียวอยู่ที่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 3 ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โดยปลูกทั้งหมด 3 ไร่กว่า ดูแลกันเองภายในครอบครัว โดยใช้ชื่อสวนว่า สวนฮักเกษตร คุณรัศมี เล่าให้ฟังว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พ. ศ. 2557 พ่อได้ซื้อพันธุ์กระเจียวมาจากญาติ จำนวน 30 ต้น ต้นละ 20 บาท เป็นเงิน 600 บาท เพื่อทดลองปลูก  และปี 2558 หาซื้อหัวพันธุ์มาเพิ่มด้วย จนปลูกได้เต็มพื้นที่ 2 งาน ปลูกช่วงต้นเดือนพฤษภาคม รวมแล้วปลูกได้ประมาณ 2,000 ต้น ปลูกไปประมาณเดือนครึ่งถึง 2 เดือน ต้นกระเจียวก็เริ่มออกดอกให้ได้เก็บ  โดย 1 ต้นเก็บได้ 1 ดอก และในขณะเดียวกัน ต้นกระเจียวก็จะแตกหน่อออกมาเรื่อยๆ หน่อที่แตกขึ้นมาใหม่นี้จะเจริญเติบโตได้เร็วกว่าต้นแรกประมาณ 1 เดือน ก็จะออกดอกอีกและที่สำคัญไม่ได้แตกหน่อทีละต้น  แต่จะแตกออกมาหลายต้นเหมือนหน่อกล้วย แตกออกมาเรื่อยๆ ไปจนถึงช่วงเดือนกันยายน จึงทำให้เราสามารถเก็บดอกขายไปจนถึงเดือนตุลาคม โดยช่วงที่ออกดอกเยอะที่สุด จะเป็นช่วงเดือน กรกฎาคมลากยาวไปจนถึงเดือนกันยายน โดยไม่ต้องรดน้ำ อาศัยน้ำฝนอย่างเดียวก็เพียงพอ หากฝนไม่ทิ้งช่วง เราจะได้เก็บดอกขายทุกวัน แต่หากเกิดฝนทิ้งช่วงเกิน 2 สัปดาห์ เราก็ควรรดน้ำเพื่อให้กระเจียวหวานออกดอกต่อเนื่อง ในปีแรกหากเราดูแลใส่ปุ๋ยดี ต้นกระเจียวหวาน สามารถแตกหน่อ จาก 1 ต้น กลายเป็น 5-10 ต้น เลยทีเดียว ส่วนปีที่ 2 ก็จะสามารถแตกหน่อได้เป็น 30 – 50 ต้นในหนึ่งกอเลยทีเดียว

 

ราคาขายดอก หากดอกใหญ่จะขายดอกละ 1 บาท หากดอกเล็กก็ขายดอกละ 50 สตางค์ คิดเฉลี่ยแล้วในการปลูกปีแรกใน 1 กอ เฉลี่ยอยู่ที่ 7 ต้น ขายดอกละ 1 บาท จำนวน 2,000 ต้น × 7 = 14,000 ต้น แต่ขายได้ในปีแรกประมาณ 8,000 บาท ทั้งกิน ทั้งแจก ทั้งแถม จะยังไม่คืนทุนในปีแรก

      พอกลางเดือนตุลาคม กระเจียวหวาน จะเริ่มหมดดอกให้เก็บแล้ว เพราะต้นไม่แตกหน่อใหม่แล้ว แม้เราจะรดน้ำก็ไม่เกิดหน่อ เพราะจะเป็นช่วงที่ต้นกระเจียวทำการสะสมอาหารลงไปเก็บไว้ที่หัวที่อยู่ใต้ดิน ดังนั้น 1 ต้นคือ 1 หัว ที่อยู่ใต้ดิน พอเดือนมกราคม ต้นกระเจียวก็จะแห้ง ยุบ ตายไป ถือเป็นช่วงพักหัว ถ้าเป็นกบก็ถือเป็นช่วงจำศีล ในช่วงนี้เราสามารถใช้พื้นที่แปลงปลูกกระเจียวหวาน ไปปลูกพืชอายุสั้นอย่างอื่นได้ โดยปลูกระหว่างแถวที่มีหัวกระเจียว เช่น พริก มะเขือ เป็นต้น เราสามารถรดน้ำได้ตามปกติ โดยหัวกระเจียวไม่เน่า ขอเพียงไม่ให้น้ำขังในแปลงเป็นใช้ได้

      พอช่วงเดือนเมษายน ในปีถัดไป ดอกกระเจียวหวานก็จะเริ่มแทงดอกขึ้นมาก่อนต้น แต่จะมีไม่มากนักพอได้เก็บกิน พอช่วงกลางเดือนเมษายน ก็เริ่มเกิดต้นใหม่ขึ้นมา ในปีที่ 2 นี้เองที่เป็นช่วง Highlight ของดอกกระเจียวแดงเลยก็ว่าได้ เพราะปีที่แล้ว เราจะมีต้นทุนหัวกระเจียวอยู่แล้ว เฉลี่ยกอละประมาณ 7 ต้น ในช่วงปีที่ 2 นี้ กระเจียวหวานก็จะขยายแบบทวีคูณ 1 กอจะได้ประมาณ 30 ถึง 50 ต้นเลย อยู่ที่การดูแลของเราด้วย

      ดังนั้นหากเฉลี่ยเอาที่ก่อละ 40 ต้นคือ 40 ดอก ในจำนวน 2,000 กอ ก็จะเป็น 40×2,000=80,000 ดอก เท่ากับเราจะได้ขายได้ประมาณ 60,000-80,000 บาท ตัวเลขนี้ คุณรัศเฉลี่ยให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้ตัวเลขเกินจริง เพราะจริงๆแล้วคุณรัศมีไม่ได้มานั่งไล่ทีละต้น แต่จะนับต้นในหลายๆกอ แล้วคิดเฉลี่ยกับจำนวนกอทั้งหมด แต่ที่แน่ๆ คุณรัศสามารถขายได้วันละ 500-1000 บาท ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมไปจนถึงปลายเดือนกันยายนรวมแล้วเป็นเวลาประมาณ 3 เดือนในการเก็บขาย อันนี้คุณรัศบอกว่าได้จริง เพราะขายทุกวัน จับเงินสดทุกวัน

      พอเก็บดอกหมดแล้วในปีถัดไปก็ค่อยขุดหัวพันธุ์เพื่อขยายพื้นที่ปลูก คุณรัศมีแนะนำว่า ไม่ควรปลูกเกิน 3 ปี ให้เต็มที่ไม่เกิน 5 ปี ควรจะขุดเอาหัวพันธุ์มาขยายแปลงปลูกใหม่ เพราะยิ่งนานปี หัวก็จะแน่น ต้นกระเจียวก็จะเบียดและแย่งอาหารกัน ทำให้ต้นเล็กซึ่งทำให้ดอกเล็กตามไปด้วย ที่สำคัญคืออัตราการเจริญเติบโตจะไม่ดีเท่าปีที่ 1-3

      ในการขุดขึ้นมาขยายนี้เอง ที่ทำให้คุณรัศมี เกิดช่องทางสร้างรายได้ จากกระเจียวหวานอีกทางหนึ่ง เพราะมีคนมาขอซื้อพันธุ์ ทำให้คุณรัศมีแบ่งขายให้ได้ หากเป็นหัวพันธุ์ จะขายในราคากิโลกรัมละ 150-200 บาท และในช่วงที่หัวพันธุ์หมด ก็จะขายต้นพันธุ์ ที่ชำใส่ถุงไว้ ในราคาถุงละ 15 บาท ในหนึ่งถุงอาจมี 1-3 ต้น ก็ขายราคาเดียวคือ 15 บาท หากซื้อเยอะ ก็มีลดมีแถมให้ด้วย ดังนั้นในช่วงต้นปีของการปลูกกระเจียวในปีที่ 3 (พ.ศ. 2559) คุณรัศจะมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์กระเจียวอีกประมาณ 30,000 บาท จริงๆเราจะขุดหัวพันธุ์ขายได้ตั้งแต่ปีแรกเลยก็ได้ ถ้าเรา ไม่ต้องการขยายพื้นที่ปลูกเยอะ แต่คุณรัศแนะนำว่า ให้รอให้พ้นปีที่ 2 ก่อน เพราะเราจะได้หัวพันธุ์เยอะกว่า และได้ขายดอกเยอะด้วย การขายดอกนี้สำคัญเพราะถือเป็นการเปิดตลาดให้คนในพื้นที่เรารู้จักมากยิ่งขึ้น เราจะมีชื่อเสียง คนรู้จัก เราก็จะขายง่ายยิ่งขึ้น แต่ถึงแม้คนจะยังรู้จักไม่เยอะ คุณรัศก็สามารถขายหมดทุกวัน เรียกว่าไม่พอขายกันเลยทีเดียว

      คุณรัศยังเล่าต่อว่า เมื่อเราขยายเพิ่มมากขึ้น เราก็มีดอกขายเพิ่มมากขึ้น คุณรัศก็เริ่มที่จะขยายตลาดส่งไปขายที่จังหวัดขอนแก่น ก็ฝากให้พี่สาวขายให้ ขายหมดทุกครั้ง แต่ยังส่งให้ได้ไม่บ่อย เพราะขายหน้าสวนก็ยังขายดีอยู่ ขายทั้งปลีกและส่งหน้าสวนเลย เพราะสวนฮักเกษตรของคุณรัศมีอยู่ติดกับถนนที่มีรถผ่านไปมาตลอด

      การได้ส่งไปขายที่ขอนแก่น ทำให้คุณรัศมีเห็นว่าตลาดขอนแก่นยังกว้างมากยังไม่มีดอกกระเจียวหวานวางขายเลย หรืออาจจะมีแต่เราไม่เห็นเพราะมีน้อยมาก แต่ลองนึกดูหากเมื่อไหร่ที่ดอกกระเจียวหวานเป็นที่นิยมเหมือนกับผักคะน้าที่มีวางขายทั่วไปและคนนิยมบริโภค รับรองจำนวน 3 ไร่ที่ปลูกในปัจจุบันไม่พอขายแน่นอน อนาคตคาดว่าจะขยายพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ไร่ แต่ก็คงจะมีปัญหาเรื่องแรงงานเพราะในพื้นที่ขาดแรงงานภาคเกษตรอย่างมากเลย ปลูก 3 ไร่ก็พอดีกับการบริหารจัดการกันเองในครอบครัว 2-3 คน

      ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คุณรัศมี ได้แชร์ประสบการณ์ ปลูกดอกกระเจียวหวานสร้างรายได้งาม หวังว่าจะตอบโจทย์ของคนที่ยังไม่รู้ว่าจะปลูกอะไรขายดีได้นะครับ แต่ข้อมูลการปลูกดอกกระเจียวของสวนฮักเกษตรของคุณรัศมียังไม่หมดเท่านี้ครับ หากท่านสนใจอยากศึกษาเพิ่มเติมสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเชิงลึก ที่ละเอียดกว่านี้ได้อีก ที่เว็บไซต์ของสวนฮักเกษตรตามลิงค์นี้ครับ www.hugkaset.com

 

      หากสนใจซื้อต้นพันธุ์สามารถติดต่อสอบถามกับคุณรัศมี ข้อสกุล ได้ตามข้อมูลด้านล่างนี้ครับ

ขายพันธุ์ดอกกระเจียวหวาน

      โทร/Line: 0949356426

      ID Line: russameekk

      Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/dokkrachiao

      Facebook ส่วนตัว: https://www.facebook.com/kangzenonline

      Website: www.hugkaset.com

      สวนฮักเกษตร: เลขที่ 14 หมู่ 3 บ้านยางสินไชย ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม




Leave a Reply

avatar
  Subscribe  
Notify of