ตัวแทนจำหน่าย


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

          สวัสดีครับเนื้อหาในบทความนี้ผมได้อ่านเจอเรื่องราวที่น่าสนใจในเฟซบุ๊คซึ่งโพสโดย คุณ Rakkaset Nungruethail  ซึ่งคาดว่าจะเป็นนักเขียนเกี่ยวกับนิตยาสารการเกษตร  เห็นว่าน่าสนใจมากๆ  จึงอยากนำเอามาเผยแพร่ให้ทุกท่านที่รักการทำเกษตรได้อ่านกันครับ  เพราะปัญหาหลักของเกษตรกรที่พบเจอเหมือนๆ กันคือ จะปลูกอะไรขายดี  และเมื่อปลูกแล้วจะเอาไปขายที่ไหน เอาไปขายให้ใคร  พูดง่ายๆ คือ อาชีพเกษตรนั้นไม่จนครับ ถ้าเราปลูกเป็นและต้องขายเป็นด้วย  ถ้าขายไม่เป็นก็ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลางและก็ตามมาด้วยการถูกกดราคา เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป  เนื้อหาจะน่าสนใจอย่างไรนั้นลองอ่านกันครับ ผมขอยกมาเลยนะครับ

          คำถามที่มักจะได้ยินเสมอก็คือ  จะปลูกอะไรดี  ปลูกแล้วจะเอาไปขายที่ไหนดี  เป็นคำถามสั้นๆที่ตอบยากที่สุดค่ะ เพราะตลาดคือปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จค่ะ เพราะต่อให้คุณทำผลผลิตมีคุณภาพดีแค่ไหนแต่ขายไม่ได้ ไม่มีความหมายค่ะ ฉะนั้นก่อนที่จะปลูกอะไรควร  ตั้งเป้าตลาด  ก่อนนะคะว่าจะขายให้ใคร ตลาดอยู่ตรงไหน อันนี้คุยกันในแง่ที่คุณต้องเลี้ยงชีพด้วยอาชีพเกษตรนะคะ ปลูกเพื่อจุดประสงค์อื่นไม่เกี่ยวนะคะ เมื่อหาตลาดได้ หาคนซื้อได้แล้วค่อยมาวางแผนปลูกค่ะ ไม่ใช่เริ่มต้นจากการปลูกพืชที่อยากปลูกแล้วมาหาตลาดทีหลังนะคะ แบบนี้โอกาสล้มเหลวสูง

          ตลาดอยู่ตรงไหน  อันดับแรก ในท้องถิ่นก่อนเลยค่ะ หาตลาดใกล้ๆก่อน ในอำเภอ หรือในจังหวัดของตัวเองก่อนค่ะ ถ้าผลผลิตมีปริมาณที่มากก็หาตลาดกลางขนาดใหญ่ที่อยู่ในแต่ละพื้นที่คะ อย่างภาคเหนือก็ตลาดเชียงใหม่ มากมายหลายตลาดค่ะ อีสานก็มีทั้งตลาดในอุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น โคราช ภาคใต้ก็มีหลายจังหวัดใหญ่ๆค่ะ ตะวันออกก็ชลบุรี ตะวันตกก็นครปฐม ราชบุรีค่ะ และตลาดใหญ่ที่สุดก็คือ ตลาดไท สี่มุมเมือง มหานาค ปากคลองตลาด ซึ่งจะรองรับผลผลิตได้จำนวนมากค่ะ

          กลยุทธ์ในการหาตลาดเหมือนกันทุกตลาดค่ะ คือ สำรวจตลาดว่าตลาดต้องการอะไร แล้วเดินไปถามแม่ค้าเลยว่า แม่ค้าจะรับซื้อผลผลิตไหมถ้าคุณจะปลูกขายให้ ถ้าได้ตลาดแล้วค่อยกลับมาปลูกค่ะ การปลูกให้สำเร็จไม่ยากเลย แต่ปัญหาของชาวสวนคือ กลัวที่จะเดินเข้าตลาดเพื่อถามแม่ค้าค่ะ ดูง่ายๆ เอาแค่เดินตลาดมะละกอนะ ตลาดไทมีแผงมะละกอ 2 ล๊อคค่ะ ล๊อคละ 50 แผง คุณต้องกล้าที่จะเดินเข้าไปถามแม่ค้าร้านไหนก็ได้ค่ะว่าซื้อไหม ต้องมีสักร้านที่ซื้อค่ะ เพราะบางร้านเขาจะมีสวนประจำที่ปลูกให้อยู่ค่ะ อีกกรณีหนึ่ง คือ การขายผ่านพ่อค้ารวบรวมในท้องถิ่น ต้องหาให้เจอค่ะว่าเขาอยู่ที่ไหน เพราะบางส่วนจะมีพ่อค้าคนกลางรวบรวมผลผลิตในท้องถิ่นมาส่งให้กับแผงอีกทีค่ะ

          สำหรับคนที่ไม่อยากเสียส่วนแบ่งใดๆให้กับพ่อค้าคนกลางเลย อยากมาขายเองนะคะ มาเลยค่ะ ตลาดไทและสี่มุมเมืองจะมีระบบการขายอยู่ 2 แบบนะคะ คือ เช่าแผง กับ ระบบเปิดท้ายค่ะ ตลาดไทแผงส่วนใหญ่จะขายเฉพาะเช้ามืด ตี 4 ถึง 2 ทุ่ม แต่สี่มุมเมืองขายกันทั้งวันทั้งคืนนะคะ ใครที่ต้องการเช่าแผงค้าเข้าไปติดต่อที่สำนักงานของแต่ละตลาดเลยค่ะ ไม่มีระบบการเซ้งนะคะ แต่ถ้าคุณถามแม่ค้าที่เช่าอยู่ก่อนแล้วเขาจะให้คุณเซ้งแผงต่อจากเขาค่ะคุณจะโดนค่าเซ้งฟรีโดยที่คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่ะ ถ้ากรณีที่แผงไม่ว่างคุณสามารถไปลงชื่อจองแผงไว้ที่ตลาดได้ค่ะ ถ้ามีแผงค้าว่างทางตลาดจะติดต่อกลับมาค่ะ ขนาดแผงส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 3 เมตร x 4 เมตร ค่ะ ค่าเช่าประมาณเดือนละ 5,500-6,000 บาทค่ะ มีค่าประกันที่ต้องจ่ายประมาณ 20,000-30,000 บาทค่ะ แค่นั้นค่ะ

          ส่วนตลาดห้างสรรพสินค้าที่หลายคนอยากจะก้าวเข้าไปนั้นต้องบอกว่าไม่ง่ายเลย เพราะส่วนใหญ่ห้างแต่ละแห่งจะมีผู้ค้ารายเดิมหรือที่เรียกว่าซัพพลายเออร์ที่ค้าขายกับห้างมานานครองส่วนแบ่งตลาดอยู่แล้ว ผู้ค้าหน้าใหม่ที่จะเข้าไปแทรกตัวนั้นไม่ง่ายเลย เพราะซัพพลายเออร์รายเดิมจะไม่ให้คุณเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งตลาดเขาได้ง่ายๆค่ะ การเข้าไปเป็นผู้ค้าหรือซัพพลายเออร์หน้าใหม่ของห้างนั้นต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ที่สำคัญต้องมีเงินนอนในกระเป๋าก้อนโตเพราะการค้ากับห้างกว่าจะได้เงินต้องใช้เวลานานกว่า 15-20 วัน เท่ากับว่าต้องส่งสินค้าเข้าไปก่อนประมาณ 15-20 วัน จึงจะได้รับเงิน จึงเป็นเรื่องยากที่ชาวสวนจะส่งห้างเอง เพราะนอกจากเรื่องของเงินทุนแล้ว ยังต้องมีจุดแพ็คกิ้งสินค้าที่ดี ตรงตามข้อกำหนดของห้าง แปลงที่ปลูกเพื่อส่งผลผลิตเข้าห้างต้องผ่านมาตรฐาน อย่างน้อย ต้องมี GAP ค่ะ ซึ่งทางห้างจะมีการตรวจทั้งแปลงผลิตและจุดแพ็คกิ้งก่อนจะรับพิจารณาให้คุณเข้ามาเป็นผู้ส่งสินค้าหรือซัพพลายเออร์ นอกจากนี้คุณต้องมีสินค้าเพียงพอต่อการสั่งซื้อที่จะมีออร์เดอร์การสั่งซื้อทุกวัน ออร์เดอร์ในแต่ละวันของแต่ละห้างประมาณ 1 ตัน/ผู้ค้าหนึ่งรายเป็นอย่างน้อย บางช่วงออร์เดอร์จะมากถึง 3 ตันในหนึ่งวัน นั่นหมายความว่าคุณต้องมีผลผลิตที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวัน ฉะนั้นถ้าจะทำของส่งห้างได้คุณต้องมีหน้าร้านที่จะรองรับผลผลิตที่ไม่ใช่เกรดส่งห้างด้วยค่ะ

          ทั้งหมดที่เล่าไปเป็นเรื่องตลาดคร่าวๆนะคะ ใครมีประสบการณ์หรือมีแนวคิดอะไร แชร์กันได้นะคะ

          เป็นอย่างไรบ้างครับได้อ่านเนื้อหาด้านบนแล้ว  พอจะมองการตลาดเรื่องสินค้าเกษตรออกกันบ้างรึยังครับ  ถ้าลองทำตามคำแนะนำด้านบนผมเชื่อว่าทุกท่านคงพอจะตอบคำถามที่ว่า จะปลูกอะไรขายดี ได้ไม่มากก็น้อยครับ

 

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่แฟนเพจ “ขายอะไรดี” https://web.facebook.com/WhatToSells

หรือเข้าร่วมกลุ่มกับเราได้ที่ https://web.facebook.com/groups/ShareMakeMoney/

หรือ แอดเพื่อน line ที่    เพิ่มเพื่อน


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------